Showing posts with label Blog Marketing. Show all posts
Showing posts with label Blog Marketing. Show all posts

Monday, March 18, 2013

EdgeRank สิ่งที่ต้องรู้สำหรับ Facebook Page Manager


ผมไม่ได้เขียนคอลัมน์เรื่องเชิงเทคนิคของโซเชียลมีเดียมานานพอสมควรแล้วครับ วันนี้อยากจะเอาเรื่ององค์ความรู้ใหม่ๆ ของการบริหารจัดการเพจของ Facebook มาบอกเล่าให้ฟังกันสักหน่อย นั่นคือเรื่องของ Edgerank
คำๆ นี้อาจจะเป็นคำใหม่ของใครหลายๆ คน แต่ในเนื้อหาคอลัมน์ฉบับนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่า Edgerank นี้คืออะไร และมันจะเปลี่ยนมุมมองการบริหารเพจ Facebook ของคุณไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

 What is Your Page’s KPI..?

ผมเชื่อว่าแบรนด์แทบจะทุกแบรนด์ในตอนนี้มีแฟนเพจเป็นของตัวเอง มีแฟนมากบ้างน้อยบ้าง คำถามเริ่มต้นของผมก็คือ KPI ในการประเมินผลความสำเร็จของแฟนเพจบน Facebook ของคุณคืออะไรครับ..?
ทุกครั้งที่ผมถามคำถามนี้กับทีมการตลาดจะได้รับคำตอบบ่อยที่สุดสองคำตอบ คำตอบแรกคือ “จำนวนแฟน” และคำตอบที่สองคือ “จำนวน interaction” คำตอบแรกเป็น KPI ที่ผิดพลาดอย่างมหันต์และถ้ายึดถือจำนวนแฟนเป็น KPI หลักจริงๆ แฟนเพจของคุณเตรียมพบกับความล้มเหลวได้เลยครับ 

Thursday, October 21, 2010

บล็อก : องค์ประกอบของบล็อก

Blog maketing
    ก่อนที่เราจะก้าวไปสู้การใช้บล็อกเพื่อใช้ในทางการตลาด ให้ลองย้อนกลับสู้พื้นฐานเดิมเพื่อกล่าวถึงองค์ประกอบหลักๆของบล็อก ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวน่าจะนำไปใช้อะไรได้บ้าง แทนที่จะทำตามๆกันไปอย่างไร้ทิศทาง

    รูปแบบของบล็อกโดยทุ่วไปจะไม่มีความซับซ้อน จะมีทิศทางที่ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูล ผู้ที่เข้ามานั้นต้องการรู้ว่าคุณคือใคร เนื้อหาหลักของบล็อกคืออะไร พวกเขาต้องการอ่านเนื้อหาที่โพสต์ได้แสดงความคิดเห็นหากเห็นว่า เนื้อหาที่คุณโพสต์น่าสนใจก็จะ ลิงก์มา และถ้าหากต้องการติดตามข้อมูลใหม่ๆก็ใช้ Rss Feed ได้ครับ
   
    อันที่จริงแล้ว บล็อกเป็นรุ่นลูกของ Online Diary ที่แต่เดิมเน้นการโพสต์เรื่องราวของตนเองในแต่ละวัน แล้วบอกแก่ชาวโลก ดังนั้นการจัดเรียกเนื้อหาของบล็อกจะเป็นตามลำดับเวลา คือเรื่องที่โพสต์เข้ามาล่าสุดจะอยู่บนสุด และเรื่องที่โพสต์ก่อนหน้า จะอยู่ถัดลงมาเรื่อยๆ ดังนั้น บล็อกจึงมีปฏิทินที่แสดงวันและเดือนที่เราได้โพสต์เนื้อหา ซึ่งสามารถที่จะคลิกลงไปในแต่ละวันว่ามีการโพสต์เนื้อหาอะไรบ้าง

    และเพื่อให้ผู้ที่เข้ามาได้ทราบว่า ณ บล็อกแห่งนี้ ใครคือเจ้าของ จึงต้องมีหน้า "About" เป็นการแนะนำตัวว่า ผู้เขียนบล็อกนี้เป็นใคร ดูข้อมูลประวัติการทำงาน และข้อมูลในการติดต่อ หากเราเขียนในลักษรณะของ Corporate Blog ตรงส่วนนี้จะให้ข้อมูลเกี่นยวกับกิจการ ซึ่งเจ้าของบล็อกควรใส่ใจที่จะเขียนอย่างละเอียด เพราะเป็นเสมือนข้อมูลแรกที่ทำให้ผู้เข้ามาได้รู้จักกิจการหรือแบรนด์ของเรา ในหน้า About นี้ เราสามารถให้ข้อมูลต่างๆ ในของด้านข้าง Side bar ที่เป็นประโยชน์ เช่น Blogroll คือ ลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของเรา บอกข้อมูลเกี่ยวกับโปรโมชั่นล่าสุด หรือกิจกรรมทางการตลาดที่มีอยู่ในขณะนั้น แผนที่แสดงที่ตั้งกิจการ หรือความคิดเห็นใหม่ๆอีกส่วนสำคัญคือ แสดงถึงข้อความที่เพิ่งโพสต์ เพื่อบอกว่า ขณะนี้ต้องการให้เข้ามาร่วมถกหรือพูดคุยกันในประเด็นที่โพสต์นั้น

    หากในบล็อกที่เราโพสต์ไปในหลายๆหัวข้อ เช่น แนะนำสินค้าใหม่,เรื่องเล่าจาก CEO,โปรโมชั่นวันนี้ หรืออื่นๆ เราสามารถจะจัดหัวข้อดังกล่าวออกเป็นกลุ่มตามประเภท Category เพื่อสะดวกในการติดตามอ่าน ไม่เช่นนั้น แต่ละหัวข้อที่อ่านนั้นจะไม่เชื่อมโยงกัน จนทำให้สับสนได้ว่าเรื่องที่อ่านเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร สามารถจัดแต่ละหน้าตามหัวข้อได้ เพราะแต่ละหน้าที่เราโพสต์ไปจะมีที่มาที่แน่นอน Permalink สามารถนำไปใช้ในการโปรโมตข้อเขียนของเราผ่าน Social Media อื่นๆได้ เช่น Twitter หรือ Facebook

    ส่วนสำคัญที่สุด ที่ทำให้บล็อกแตกต่างจากเว็บไซต์ทั่วๆไปนั่นคือ ส่วนแสดงความคิดเห็น(Comment) จะอยู่ใต้ข้อความที่เราโพสต์ ในแต่ละข้อความที่แสดงความคิดเห็นนี่เองล่ะครับ ที่จะเสริมสร้างความเป็นชุมชน (Community) ขึ้นมา รวมถึงได้ฟีดแบ็กอีกด้วย ซึ่งแน่ล่ะ เราคงไม่ใช้ลูกค้าเข้ามาแสดงความคิดเห็นแล้วปล่อยไว้เช่นนั้น เพราะไม่ได้สร้างบทสนทนาอะไรขึ้น ดังนั้นควรตอบกลับความคิดดังกล่าว พร้อมแสดงข้อมูลเพิ่มเติม หรือเข้าไปพูดคุยเพื่อสร้างสายสัมพันธ์

    ในบางครั้งผู้ที่เข้ามาอ่านบล็อกอาจไม่ต้องการแสดงความคิดเห็นในบล็อกของเรา แต่ไปแสดงความคิดเห็นในบล็อกของผู้อ่านเอง ซึ่งโดยปกติ ย่อมทำให้เจ้าของบล็อกไม่ทราบว่ามีคนแสดงความคิดเห็น แต่กลไกของบล็อก ได้แก้ไขปัญหานี้ โดยมีฟังชั่นที่เรียกว่า Trackbacks ที่ทำให้ความคิดเห็นนั้นไปแสดงในบล็อกของต้นทางด้วย ซึ่งเครื่องมือนี้กิจการสามารถนำมาปรับใช้ในทางการตลาดได้กล่าวคือ หากเราไปอ่านพบข้อความที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ หรือแม้แต่ตัวกิจการ เราสามารถเขียนคำชี้แจงหรือข้อมูลต่างๆ ไว้ในบล็อกของเรา จากนั้นใช้ Trackback เพื่อแสดงในบล็อกที่พบข้อความดังกล่าว เพื่อบอกว่าได้แสดงความคิดเห็นหรือมีข้อมูลน่าสนใจที่เกี่ยวข้อง จะทำให้มีคนเข้ามายังบล็อกของเราเพิ่มขึ้น
Social Media

    ในการโพสต์ข้อความแต่ละครั้ง จะมีการระบุป้ายกำกับ"Tag" ว่าเนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ซึ่งเราสามารถใส่ป้ายกำกับได้มากกว่าหนึ่ง เช่น ผมต้องการเขียนเรื่องเกี่ยวกับ Social Media ผมก็ใส่ป้ายกำกับว่า Social Media,Social Network,Facebook,Twitter เป็นต้น ซึ่งป้ายกำกับจะแสดงในลักษณะของการรวมกลุ่มเรียกว่า Tag Cloud ซึ่งจะมีตัวใหญ่ตัวเล็กแตกต่างกันไปตามการความถี่ของการใช้ป้ายกำกับเพื่ออ้างอิงข้อความที่เขียน ประโยชน์ของ Tag คือ เป็นเครื่องมือช่วยในการหาข้อความที่ตรงกับความสนใจของตนเอง และทำให้ทราบว่าบล็อกแห่งนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร นอกจากการใช้ Tag แล้ว บล็อกอาจจะมีเสิร์ชเอ็นจิ้นไว้ เพื่อความรวดเร็วในการเข้าถึงเนื้อหาที่สนใจอีกด้วย

    ข้อดีอีกประเภทของบล็อกคือ การที่เราสามารถกระจายข้อมูลให้คนอ่านได้จำนวนมากๆ ผ่านเครื่องมือ อย่าง Really Simple Syndication(RSS) โดยที่คุณจะต้องมีโปรแกรมสำหรับอ่านเนื้อหาที่ถูกป้อน (Feed) ออกไป เรียกว่า Feed Reader เราจะรู้ได้ว่า บล็อกแห่งนี้มีบริการป้อนข้อมูล โดยการ Feed หรือไม่ ให้สังเกตว่ามีเครื่องหมาย RSS XML หรือ ATOM หรือไม่นั่นเอง ทั้งนี้หากต้องการที่จะรับข้อมูลใหม่ๆโดยไม่จำเป็นต้องมาที่บล็อกเพียงแค่สมัครรับ Feed โดยกดที่เครื่องหมายดังกล่าว ก็สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของบล็อกนั้นได้ตลอดเวลา ซึ่งกิจการควรจะแจ้งให้ลูกค้าเข้ามาสมัครรับ Feed เพื่อจะได้รับทราบความเคลื่อนไหวของกิจการ

    หากคุณต้องการใช้บล็อก จะมีผู้บริการทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าลริการ ซึ่งฟังก์ชั่นหลักก็ไม่ได้แตกต่างกัน แต่กลุ่มที่เสียค่าบริการ ก็สามารถเลอกรูปแบบของบล็อกได้หลากหลายกว่า และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการเพื่อตอบสนองจุดประสงค์การใช้บล็อกได้ชัดเจน

Monday, October 18, 2010

บล็อก : จุดศุนย์กลางของ Social Media

Social Media
    ตั้งแต่โพสต์นี้ไป ผมจะทยายลงลึกใน Social Media แต่ละประเภท โดยขอเริ่มที่บล็อกก่อน ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็น Social Media ที่เก่าแก่รองลงมาจาก ฟอรั่ม และกิจการใหญ่ๆในโลกมักจะนิยมนำมาใช้เพื่อการตลาดในรูปแบบของ Corporate Blog แต่ปรากฏว่ากิจการในประเทศไทยที่นำบล็อกมาใช้ตามรูปแบบดังกล่าวแทบจะไม่มีเลย ทั้งๆที่ Social Media อย่าง Facebook หรือ Twitter ดังเป็นพลุแล้ว

    ก่อนอื่นเลย สำหรับมือใหม่ เรามาทพความรู้จักความหมายของคำว่า "บล็อก" กันเสียก่อน ซึ่งคำนิยามของ Wikipedia ให้รายละเอียดดังต่อไปนี้

    "Blog เป็นคำรวมมาจากคำว่า Weblog เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่งซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามวันเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกปกติจะประกอบด้วยข้อความ, ภาพ, ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นเพลง หรือวีดีโอหลายรูปแบบได้"

    สิ่งสำคัญของการใช้บล็อก นั่นคือความง่ายที่ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การเขียนเว็บไซต์ด้วยภาษา HTML และโปรแกรมต่างๆ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกๆคน สามารถเข้ามีส่วนร่วมในสื่อใหม่นี้ เรียกว่าถึงยุคใครใคร่เขียนก็ได้เขียนอย่างแท้จริง

    แต่เดิมนั้น การจัดทำเว็บไซต์ขึ้นมา หน้าที่หลักตกอยู่กับเว็บมาสเตอร์ซึ่งมีความรู้เรื่องทางเทคนิค ทำให้ฝ่ายอื่นๆมีหน้าที่ในการส่งข้อมูลไปยังเว็บมาสเตอร์เพื่อนำขึ้นเว็บไซต์ อีกทั้งข้อมูลนั้นมีลักษณะที่ค่อนข้างเป็นทางการ และมีลักษณะของการแจ้งข่าวสารเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นว่าอยู่ในยุคของ web 1.0

    เมื่อเปลี่ยนแปลงมาเป็นบล็อกใครใคร่เขียนก็ได้เขียน ทำให้หลายๆฝ่ายในกิจการเริ่มมองว่า แทนที่อำนาจในการจัดทำเว็บไซต์จะตกอยู่ในมือเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค แต่พวกเขาควรจะเข้าไปเขียนเองในรูปแบบของบล็อกเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารโดยตรงกับลูกค้า ผู้ถือหุ้น หรือแม้กระทั่ง Supplier ต่างๆนอกจากนี้ในบล็อกยังมีส่วนของการให้ความคิดเห็น หรือคอมเมนต์ทำให้ผู้ที่เข้ามาอ่านมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น และนั้นคือบทสนทนาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นการสนทนาข้างเดียวเหมือนที่ผ่านมา ถือเป็นยุคเริ่มต้นของ web 2.0

    เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ภายในบล็อกระหว่างกิจการและลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ลักษณะของบทสนทนาจะลดความเป็นทางการลงซึ่งแตกต่างจากเว็บไซต์ ขณะที่ตัวลูกค้าเองได้สัมผัสกับกิจการในความรู้สึกของความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น เพราะได้เข้ามามีส่วนร่วม และเมื่อสื่อสารกันมากขึ้นย่อมทำให้เข้าใจกันมากขึ้น ทำให้ลูกค้าหลายๆคน เกิดความชื่นชอบในแบรนด์ของกิจการเกิดความเชื่อถือ และบอกต่อเพื่อนๆเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ เรียกว่าพวก Evangelist

    จะเห็นว่าการสื่อสารระหว่างกิจการและลูกค้านั้น สื่อเดิมไม่อาจทำได้เลย เมื่อก่อนนั้นเราคงจะมองไม่ออกว่า จะสามารถพูดคุยโดยตรงกับ CEOs หรือผู้บริหารระดับสูงได้อย่างไร แต่เมื่อเกิดบล็อกขึ้น กิจการก็เริ่มต้นที่จะฟังลูกค้าแต่ละราย ไม่ว่ากิจการนั้นจะใหญ่หรือจะเล็กมากน้อยเพียงใด

    Jeremy Wright ผู้เขียนหนังสือ Blog Marketing ได้สรุปถึงเหตุผลที่เราควรใช้บล็อกดังต่อไปนี้
  • บล็อกมีกลไกที่เอื้อต่อการค้นพบของเสิร์ชเอ้นจิ้นอย่าง Google และ Yahoo! ทำให้บล็อกจะอยู่อันดับแรกๆของการค้นหา
  • เป็นเครื่องมือที่สามารถพูดได้โดยตรงกับลูกค้าของเรา และสามารถรับรู้ถึงฟีดแบ็กที่มีต่อสินค้าหรือบริการของเรา
  • การที่ได้พูดคุยกับลูกค้า เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระดับปัจเจกในระยะยาว และเป็นเครื่องมือในการสร้างความน่าเชื่อถือ เป็น Relational Marketing
  • บล็อกถือเป็นเครื่องมือในการทำข่าวประชาสัมพันธ์ที่ดี
  • บล็อกสามารถช่วยเราในการทำ Reputation Management ได้
  • บล็อกเป็นพื้นที่ให้เราได้แสดงมุมมอง ให้ความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งทำให้เรามีภาพลักษณ์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่ทำอยู่ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือโดยทางอ้อมอีกด้วย
    หากพิจารณาถึง Social Media ทุกประเภท จะเห็นว่าบล็อกเปิดโอกาสให้เราสามารถเขียนเนื้อหาต่างๆโดยไม่มีข้อจำกัด จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะทำหน้าที่เหมือนเป็นศุนย์กลางของข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมทางการตลาดที่เกิดขึ้น รวมไปถึงใช้ในการทำความเข้าใจกับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ขณะที่ Social Media อื่นๆ ทำหน้าที่เป็นเหมือนดาวบริวารที่เสริมในส่วนของบล็อกเพิ่มขึ้นมา เช้น Twitter ใช้ในการแจ้งข่าวสารใหม่ๆที่เกิดขึ้นบนบล็อก รวมไปถึงช่วยการตอบคำถามของลูกค้าในลักษณะทันทีทันใด หรือใช้ Facebook เป็นเครื่องมือช่วยสร้างสังคมขึ้น เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนพูดคุยระหว่างกิจการกับลูกค้า และลูกค้าด้วยกันเองขณะที่การใช้ Social News และ Social Bookmark ช่วยในการกระจายข่าวสารและบทความที่น่าสนใจในบล็อก เป็นต้น
Social Media
    หากเรามองในภาพองค์รวมเช่นนี้จะทำให้ทราบทิศทางในการใช้ Social Media ได้อย่างชัดเจนว่าจะใช้อย่างไร ไม่เหมือนกับหลายๆกิจการที่มองแยก เครื่องมือไปแต่ละอัน โดยไม่ได้กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ว่าต้องการอะไรจาก Social Media และเมื่อไม่ประสบความสำเร็จ ก็จทำให้เลิกใช้ไปในที่สุด